ทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ 11-18 กุมภาพันธ์ 2020 ไม่ได้วางแผนเอง แต่เป็นลูกชายคนโตและลูกสะใภ้จะไปเที่ยวกัน ก็เลยจะขอติดไปด้วยพร้อมลูกชายคนเล็ก ได้ตั๋วของ Hongkong Airlines ต้องเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง ตามแผนคือจะแวะเที่ยวฮ่องกง 1 วันแล้วค่อยต่อเครื่องไปญี่ปุ่น ตอนซื้อตั๋วนั้น กระแสโควิด-19 ยังไม่ระบาดมาก แต่ช่วงใกล้จะเดินทางรู้สึกการระบาดจะมากขึ้น รวมถึงตัวฮ่องกงด้วย ทำให้รู้สึกว่าต้องทบทวนว่าจะเอายังไง จะทิ้งเงินส่วนที่จ่ายไปแล้วมั๊ย ทั้งตั๋วเครื่องบิน ค่าเช่ารถยนต์ 7 วัน ค่าทางด่วนที่ซื้อไว้แล้วและยังที่พักบางส่วนที่ถูกหักเงินไปแล้ว มันก็เป็นเงินเยอะพอสมควร และญี่ปุ่นเองตอนนั้นก็ยังไม่มีข่าวมากมาย เมื่อคุยกันแล้วก็ตัดสินใจที่จะเดินตามแผน เตรียมหน้ากากคนละหลายอันครบวัน แอลกอฮอล์ 70% เจลล้างมือและยาสามัญต่างๆ
เมื่อถึงวันเดินทาง คืนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ทุกคนพร้อม ออกเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เช็คอิน โหลดกระเป๋าแบบ Check Thru ไปญี่ปุ่นเลย ทุกคนเตรียมเสื้อผ้าไว้เปลี่ยนที่ฮ่องกง 1 ชุดใส่แบ็คแพ็ค เหมือนเดิมไปนั่งรอเครื่องที่ King Power Lounge จนได้เวลาบิน 2.00 น. บนเครื่องเกือบทุกคนก็ใส่หน้ากากอนามัย ทำให้รู้สึกดีว่าผู้ร่วมเดินทางมีความรับผิดชอบกันดี เราใช้สำลีแอลกอฮอล์ที่เตรียมมาเช็ดตามเก้าอี้นั่ง ผนัง และส่วนที่เราต้องสัมผ้ส จอทีวี รีโมท ที่วางถาดอาหาร และเจลล้างมือได้ใช้ตลอด เพื่อความสบายใจ 555
เครื่องลงที่สนามบินฮ่องกงประมาณ 6 โมงเช้า ตามแผนคือจะเข้าไปเที่ยวกินกันในเมืองและมาขึ้นเครื่องไปญี่ปุ่นตอนดึกคืนนี้
เช็คข่าวสถานการณ์ไวรัส และสังเกตุผู้คนที่สนามบิน รู้สึกไม่มั่นใจที่จะเข้าเมือง หาที่นั่งคุยกัน ได้ข้อตกลงว่าวันนี้เราจะไม่เข้าเมืองแต่จะรอที่สนามบิน และคงแย่แน่ถ้าต้องนั่งรอ 10 กว่าชั่วโมงท่ามกลางผู้คนที่เยอะขนาดนี้ ถามที่ information เขาแนะนำโรงแรมในสนามบิน Regal Hongkong Airport Hotel มีแห่งเดียว เป็นโรงแรม 5 ดาว เดินจากเกทไป 5 นาที นอกนั้นต้องออกไปจากสนามบินและต้องนั่งรถไป เราตกลงพักที่โรงแรมในสนามบิน ไปเริ่มต้นทริปด้วยการนอนพักเพื่อเซฟตัวเองไว้เที่ยวญี่ปุ่น โรงแรมก็ใกล้และสะดวกมาก ที่ทางเข้ามีการวัดไข้ด้วย เราขอเช็คอินเลยตอนแปดโมงเช้าและจะเช็คเอ้าท์ตอนตี 1 เรามีกัน 5 คน ต้องเช่าห้อง Family Quadruple Room และต้องเสริม 1 เตียง พร้อมอาหารเช้า 1 มื้อ นี่แหละนักเดินทาง พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแผนให้เข้ากับสถานะการณ์เฉพาะหน้า 555
เช็คอินเสร็จ ไปทานอาหารเช้า ไลน์อาหารเยอะมาก
| เป็นอาหารนานาชาติ มีแซลมอนรมควันด้วย มีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นของไทยด้วย |
วันนี้นอนอย่างเดียว พยายามไม่ออกไปจากห้อง ตอนเที่ยงออกมาหาอาหารทานที่ร้านในสนามบินแล้วกลับเข้าห้อง
บินตี 2 ของวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ถึงสนามบินนาริตะประมาณ 7 โมงเช้า ลูกชายตนโตไปเอารถเช่า ลูกชายคนเล็กไปติดต่อเอาบัตรทางด่วนที่ไปรษณีย์
| ตรวจเช็คความเรียบร้อยของรถ |
วิวข้างทางสวยงามมาก ยังกะภาพวาด อดไม่ได้ที่จะต้องหาที่จอดแวะซะหน่อย โล่งใจมากเมื่อได้ออกมาจากสนามบินและมุงหน้าต่างจังหวัด รู้สึกหายใจหายคอสบายขึ้นเยอะ
| นึกว่าตื้นๆ หิมะหนามากจนจมเลย |
ทางด่วนที่ญี่ปุ่นแพงมาก ถ้าไม่ซื้อแบบเหมาจ่ายมาต้องอ้วกแน่ จากสนามบินนาริตะไปเมือง ฟูกูชิมะ ราคาขึ้นโชว์ที่ทางออกเจ็ดพันกว่าเยน แล้วคิดดูเล่นๆว่าทั้งทริป 7 วันจะโดนไปเท่าไร
ระหว่างขับในทางด่วนไม่ค่อยมีรถวิ่งเลย จะมีที่จอดแวะเป็นระยะ บางแห่งมีเฉพาะห้องน้ำ บางแห่งจะมีทั้งร้านอาหารด้วย เลยได้แวะทานอาหารญี่ปุ่นเป็นมื้อแรก อร่อยใช้ได้ ไม่ค่อยแพง ประมาณชุดละ 600-1000 เยน ต้องซื้อจากเครื่องจะได้ตั๋วมา แล้วไปรับอาหารที่ร้านที่เราสั่ง เป็นการบริการตัวเอง
ทานอาหารเสร็จขับต่อไปแวะที่ Lake Inawashiro เดินเล่นตามชายหาด อากาศกำลังเย็นสบาย ซื้ออาหารเลี้ยงฝูงเป็ดน้ำและหงษ์
ออกเดินทางต่อ เดี๋ยวจะเย็นซะก่อน ตามทางมีหิมะตลอด บางเส้นทางถนนปิดต้องอาศัย Google พาหลีกเลี่ยงไปทางอื่น บางช่วงมีรถกำลังถากหิมะออก รถที่เราเช่ามาเป็นล้อยางแบบ Winter Tire หรือ Snow Tire ซึ่งต้องจ่ายเพิ่มตอนเช่า ใช้ลุยได้ดีพอสมควร แต่ถ้าหิมะหนักๆก็คงไม่ได้
![]() |
| ดูเหมือนภาพวาด |
ถึงที่พักละ ย่าน Bandai มีเรียวกังหลายแห่ง
![]() |
| ที่เห็นนี้คือทะเลสาบที่ได้กลายเป็นน้ำแข็ง |
นอนเรียวกังคืนแรก Bandai Lakeside Guesthouse คืนนี้บ้านหลังนี้เป็นของเรา เพราะมีอยู่แค่ 3 ห้อง
เจ้าของบ้านเตรียมอาหารอย่างอร่อย
คืนนี้คงหลับสบาย เหนื่อยมาทั้งวัน ขอออนเซ็นให้สบายหายเหนื่อย
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


























































ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น